จรถ ภิกฺขเว จาริกํ พหุชนหิตาย พหุชนสุขาย โลกานุกมฺปาย ฯเปฯ เทเสถ ธมฺมํ ดูกรภิกษุทั้งหลายเธอจงจาริกท่องเที่ยวไป จงแสดงแสดงธรรมเพื่อประโยชน์ เพื่อความสุขแก่คนหมู่มาก เพื่ออนุเคราะห์แก่ชาวโลก
มีคนอยู่ขณะนี้ 1 คน
ฝ่ายการศึกษา
ฝ่ายบริหารทั่วไป
ฝ่ายบริการและเผยแพร่
ฝ่ายแผนงานและโครงการ
วารสารธรรมจาริก
: ภาพกิจกรรม :
งานส่งเสริมพระพุทธธรรม
งานฝึกอบรม
งานนิเทศ

: ศูนย์อบรมศีลธรรมฯ. :
ศูนย์ฯ บ้านวัดจันทร์
ศูนย์ฯ บ้านตุงลอย
ศูนย์ฯ บ้านหนองเต่า
ศูนย์ฯ บ้านต้นลุง

ศูนย์ฯ บ้านศาลาเมืองน้อย

ศูนย์ฯ บ้านละอูบ
ศูนย์ฯ บ้านสวนอ้อย
ศูนย์ฯ บ้านแม่เมืองน้อย
ศูนย์ฯ บ้านคอดยาว
ศูนย์ฯ บ้านป่ากลาง
ศูนย์ฯ บ้านผาสุข
ศูนย์ฯ บ้านห้วยน้ำเย็น
ศูนย์ฯ บ้านหนองบัว
ศูนย์ฯ บ้านแม่สลิดหลวง
ศูนย์ฯ บ้านเข็กน้อย
ศูนย์ฯ บ้านวังใหม่
ศูนย์ฯ บ้านแม่หม้อ
ศูนย์ฯ บ้านห้วยน้ำเย็น
: อาศรมพระธรรมจาริก :
จังหวัดเชียงใหม่
จังหวัดเชียงราย
จังหวัดลำปาง
จังหวัดลำพูน
จังหวัดแม่ฮ่องสอน
จังหวัดพะเยา
จังหวัดแพร่
จังหวัดน่าน
จังหวัดสุโขทัย
จังหวัดเพชรบูรณ์
จังหวัดกำแพงเพชร
จังหวัดตาก
จังหวัดกาญจนบุรี

ฉบับเดือนพฤษภาคม-สิงหาคม50
ฉบับเดือนกันยายน-ธันวาคม 50
ฉบับเดือนมกราคม-เมษายน 51

 

 

 

 

 

 

 

ประวัติโครงการพระธรรมจาริก

เนื่องจากในปี 2507 นายประสิทธิ์ ดิศวัฒน์ หัวหน้ากองสงเคราะห์ชาวเขา กรมประชาสงเคราะห์ ได้ลาราชการเข้ารับการบรรพชาอุปสมบทเป็นพระภิกษุอยู่จำพรรษา ณ วัดเบญจมบพิตร กรุงเทพมหานคร เมื่อได้รับการศึกษาเล่าเรียนและอบรมด้านจิตใจ ตามหลักของพระพุทธศาสนาชั่วระยะเวลาเพียงเล็กน้อยประมาณ 3 เดือน ได้เกิดความคิดขึ้นว่าถ้านำเอาพระศาสนธรรมของพระพุทธศาสนาไปเผยแพร่แก่ชาวเขาเผ่าต่างๆ คงจะเกิดประโยชน์ในการปกครองและการพัฒนาเป็นอย่างดี เพราะคนเราจะมีความรักสามัคคีร่วมกันเป็นหมู่ใหญ่ขึ้นมาได้ จำเป็นต้องอาศัยขนบธรรมเนียมประเพณีและศาสนาเป็นเครื่องผูกพันสมานน้ำใจให้เข้ากันได้เป็นประการสำคัญ จึงได้นำเอาเรื่องการที่จะอาราธนาพระภิกษุไปประจำอยู่ตามหมู่บ้านชาวเขาเผ่าต่างๆ ซึ่งกรมประชาสงเคราะห์ได้ไปจัดตั้งนิคมฯ ศูนย์พัฒนาและสงเคราะห์ชาวเขาอยู่แล้วนั้น เข้าปรึกษาหารือกับพระกิตติโสภณ (สมเด็จพระพุทธชินวงศ์) เจ้าอาวาสวัดเบญจมบพิตรในสมัยนั้น ซึ่งพระกิตติโสภณได้พิจารณาแล้วเห็นว่าเป็นข้อเสนอที่ดีมีประโยชน์มาก เพราะนอกจากจะอำนวยประโยชน์ในการประกาศศาสนธรรมของพระพุทธศาสนาให้แพร่หลายแล้ว ยังจะเป็นโอกาสให้พระภิกษุสามเณรได้ใช้เวลาว่างจากการศึกษาเล่าเรียน (เพราะระยะเวลาที่ปฏิบัติงานเป็นสมัยปิดภาคฤดูร้อน) ออกจาริกไปปฏิบัติหน้าที่ช่วยเหลือประชาชนตลอดถึงประเทศชาติตามสมควรแก่สมณวิสัยอีกส่วนหนึ่งด้วย
อนึ่ง โดยเหตุที่พระธรรมกิตติโสภณ ได้รับมอบหมายหน้าที่จากศูนย์ชุมนุมส่งเสริมวัฒนธรรมไทยอันมีปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานกรรมการอำนวยการให้รับหน้าที่ประธานอนุกรรมการสาขาวัฒนธรรมทางจิตใจ พระธรรมกิตติโสภณจึงได้มอบหมายให้พระศรีวิสุทธิวงศ์ซึ่งปัจจุบันบันได้เลื่อนสมณศักดิ์เป็น พระธรรมวโรดม วัดเบญจมบพิตร ในฐานะเป็นอนุกรรมการสาขาวัฒนธรรมทางจิตใจด้วยผู้หนึ่งร่วมประสานงานกับนายประสิทธิ์ ดิศวัฒน์ หัวหน้ากองสงเคราะห์ชาวเขากรมประชาสงเคราะห์ ได้ปรึกษาหารือกันวางหลักการ เพื่อดำเนินงานเรื่องนี้ในขั้นทดลองขึ้นแล้วนำขึ้นเสนอกรมประชาสงเคราะห์ เพื่อพิจารณาอนุมัติหลักการ ครั้นได้รับความเห็นชอบจากกรมประชาสงเคราะห์ได้เดินทางไปตรวจเยี่ยมหมู่บ้านชาวเขาเผ่าแม้วที่นิคมสร้างตนเองสงเคราะห์ชาวเขา จังหวัดเพชรบูรณ์ พิษณุโลกและเลย และที่หมู่บ้านแม้วทับเบิก หมู่บ้านแม้วป่ายาบ อำเภอหล่มเก่า จังหวัดเพชรบูรณ์ เพื่อศึกษาหาข้อมูลต่างๆ แล้วนำมาประมวนร่างเป็นโครงการ เพื่อใช้ดำเนินงานขั้นทดลอง ในปี 2508

ครั้นแล้ว นายประสิทธิ์ ดิศวัฒน์ ได้นำโครงการนั้นเสนอกรมประชาสงเคราะห์เพื่อพิจารณาอนุมัติดำเนินการต่อไป กรมประชาสงเคราะห์พิจารณาแล้วอนุมัติให้ดำเนินการได้ ส่วนพระกิตติโสภณ ก็ได้นำโครงการที่ร่างขึ้นนั้นเข้าสู่ที่ประชุมคณะอนุกรรมการสาขาวัฒนธรรมทางจิตใจ ได้รับทราบอีกทางหนึ่งเช่นเดียวกัน เนื่องด้วยเหตุที่ภิกษุสามเณร ที่ออกไปปฏิบัติงานในการช่วยพัฒนา และสงเคราะห์ชาวเขาที่เป็นการปฏิบัติภารกิจประจำวันแบบจาริกสั่งสอนธรรมแก่ชาวเขาคืออาจจะรวมกลุ่มสอน หรือแยกไปบ้านละสองรูปตามความเหมาะสมและเพื่อให้สอดคล้องกับงานที่ต้องออกไปปฏิบัติ จึงปรึกษาหารือ ตกลงกันตั้งชื่อพระภิกษุที่ออกไปปฏิบัติงานนี้ว่า “พระธรรมจาริก” ทั้งนี้เพื่อให้ต้องตามพระพุทธภาษิตที่พระพุทธองค์ได้ตรัสแก่พระสาวกรุ่นแรกที่จะส่งไปประกาศพระศาสนาว่า “จรถ ภิกฺขเว จาริกํ พหุชนหิตาย พหุชนสุขาย โลกานุกมฺปาย ฯเปฯ เทเสถ ธมฺมํ” เป็นอาทิ แปลความว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลายเธอจงจาริกท่องเที่ยวไป จงแสดงธรรมเพื่อประโยชน์ เพื่อความสุขแก่คนหมู่มาก เพื่ออนุเคราะห์แก่ชาวโลก” ดังนี้เป็นต้น ด้วยเหตุดังกล่าวมาแล้วนามว่า “พระธรรมจาริก” จึงปรากฏขึ้นต่อสาธารณชน
ในการจัดอาราธนาพระธรรมจาริกรุ่นแรก ไปเผยแพร่พระพุทธศาสนาแก่ชาวเขาเผ่าต่างๆ ทางภาคเหนือในปี 2508 นั้น พระธรรมกิตติโสภณ ร่วมกับกรมประชาสงเคราะห์ได้อาราธนาพระราชาคณะ พระครูสัญญาบัตรหรือพระเถระที่มีอายุพรรษาสมควรเป็นหัวหน้าพระธรรมจาริก 10 สาย ๆ ละ 1 รูป พระภิกษุผู้ชำนาญวิปัสสนาธุระ 10 รูป พระผู้ชำนาญคันถธุระเป็นเปรียญเอก 10 รูป และพระเปรียญหรือพระนักธรรม หรือพระที่เคยไปมาหาสู่คุ้นเคยหรือพูดภาษาชาวเขาเผ่าต่างๆ ได้อีก 20 รูป รวมทั้งหมด 50 รูป โดยจัดเป็นกลุ่มๆ ละ 5 รูป จัดส่งไปเผยแพร่พระพุทธศาสนาแก่ชาวเขาผ่าต่างๆ รวม 6 เผ่า คือ แม้ว เย้า มูเซอ ลีซอ อีก้อ และกะเหรี่ยง รวม 10 หมู่บ้าน ในระยะเวลา 1 เดือนครึ่ง ตามสถานที่ต่างๆ ในจังหวัดภาคเหนือรวม 5 จังหวัด คือจังหวัดตาก เชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน และเพชรบูรณ์

จากการดำเนินการทดลองในปี 2508 นั้นมีผลทำให้ชาวเขาเผ่าต่างๆ รวม 10 หมู่บ้าน ประมาณ 5,000 คน ที่รู้จักกราบไหว้พระ ทำบุญใส่บาตร และเข้าร่วมทำพิธีปฏิญาณตนเป็นพุทธมามกะ ประมาณ 800 คน และได้ส่งบุตรหลานของตนเข้าบรรพชาเป็นสามเณรรวม 12 รูป จากการทดลองครั้งนี้ พอพิสูจน์ได้ว่าพระพุทธศาสนาสามารถเข้ากันได้กับขนบธรรมเนียมประเพณีชาวเขา เพราะพระพุทธศาสนาไม่กีดกันศาสนาอื่นและไม่บังคับกีดกันการนับถือผีของชาวเขา นับได้ว่าเป็นนิมิตหมายอันดีสำหรับพระพุทธศาสนาที่จะเผยแผ่ขยายอำนวยประโยชน์แก่ชนกว้างใหญ่ไพศาลสืบต่อไป



 

ภาพกิจกรรม